หนึ่งวิธีหลีกหนีความ “ล้มเหลว”

ธันวาคม 9, 2022

คนใดกันบ้างไม่เคยพบความไม่ประสบผลสำเร็จ? มองเป็นปริศนาที่เพียงแค่ต้องการให้ปลง หรือฮึกเหิมก็ได้ในประมาณว่า มันคือเรื่องปกติ จะไปกลัวอะไร แต่ว่าเมื่อตอนพบความไม่ประสบผลสำเร็จเข้าจริงๆก็เกิดเรื่องยากที่จะกระปรี้กระเปร่า คงดียิ่งกว่าหากมีแนวทางที่ทำให้ไม่ต้องพบกับมันกันเสมอๆ…

แนวทางที่เยี่ยมที่สุด ถ้าเกิดไม่ต้องการที่จะอยากพบความผิดพลาด หรือไม่ประสบผลสำเร็จต่ำที่สุดเป็นการวางเป้าหมายให้รอบคอบ และก็ลงมือกระทำอย่างเอาจริงเอาจัง ย้ำตรง “ถ้วนถี่” และก็ “มุ่งมั่น” แม้กระนั้นในเมื่อการบรรลุผลก็ไม่มีสิ่งใดประกันได้ด้วยเหมือนกัน มันก็สื่อความหมายไม่ได้ต่างอะไรกับว่าพวกเรายังได้โอกาสล้มเหลวอยู่ดี เพราะเหตุว่าเหตุนานัปการที่คาดมิได้ยังอาจมีอยู่ แนวทางการทำอย่างเอาจริงเอาจังรวมทั้งถ้วนถี่ก็เลยเหมาะสมที่สุดแง่ลดจังหวะข้อผิดพลาด ที่อาจจะส่งผลให้ล้มเหลวได้ นั่นเอง

ในหัวข้อนี้ หรือเนื้อหานี้ จะบอกถึงเหตุหนึ่งของความผิดพลาด อันเป็นทำให้พวกเราหลบลี้ความไม่ประสบผลสำเร็จได้ถ้าหากพวกเรารู้เรื่องต้นเหตุนี้ แม้กระนั้นจะไม่สรุปว่ามันเป็นยังไง มีกี่ข้อ และก็จำเป็นต้องทำเช่นไรบ้าง แต่ว่าขอเขียนเกิดเรื่องเล่าอธิบายให้ทดลองไปคิด ไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆในชีวิตของพวกเรามอง

เรื่องราวแง่คิด
ตอนผมยังเด็ก ในวิชาลูกเสือ เนตรสตรี ทุกปีจะมีสิ่งที่เรียกว่า กิจกรรมเข้าฐาน เพื่อวัดหรือทดลองอะไรนั้น ผมจำไม่ได้จริงๆโดยเป็นกิจกรรมแบบอย่างหนึ่งซึ่งบางทีอาจเปลี่ยนบ้างในเนื้อหา แม้กระนั้นส่วนที่เช่นเดียวกันหมดทุกคราวเป็นการที่พวกเราจำต้องผ่าน หนองน้ำ คลองน้ำ หรือคลองเล็กๆอะไรทำนองนี้ จะด้วยเชือก ขอนไม้ เดิน โหน ไต่ ใดๆ ที่สำคัญเป็น “อย่าตกน้ำ”

การจำต้องตกน้ำเวลานี้ ถึงแม้มันไม่ค่อยจะโอเค เนื่องจากเสื้อผ้าพวกเราจำต้องแฉะ แม้กระนั้นสิ่งที่น่าขนลุกกว่าหมายถึงผู้ชมที่อยู่บริเวณเพราะเหตุว่าเมื่อมีคนไหนกันแน่ตกน้ำ เสียงโห่ฮา เยาะเย้ย จะดังไปทั่ว เป็นความบันเทิงใจของผู้ชม และก็เป็นความน่าอัปยศอดสูของผู้พลาด…

บางเวลาสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่า “ความไม่ประสบผลสำเร็จ”เป็น“ผู้ที่สอดส่องพวกเรา” ล้มเหลว

บางทีอาจนับได้ว่าต้นสายปลายเหตุหนึ่งของความไม่ประสบผลสำเร็จหมายถึงสภาวะบีบคั้นที่มาจากคนที่อยู่รอบข้าง หลายๆคนทราบว่า สิ่งนี้สามารถทำให้คนจำนวนมากไม่กล้ายืนขึ้นมาทำอะไรเลยด้วย หรือเรียกว่า “ล้มเหลวเนื่องจากว่าไม่เริ่ม”

ซึ่งในกิจกรรมนั้น จะว่าไปแล้วการตกน้ำยังไม่ทำให้พวกเรารู้สึกไม่ดีได้มากเท่าการเช็ดกหัวเราะเยาะ หรืออาจจะกล่าวว่า บางเวลาสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่า “ความผิดพลาด”หมายถึง“ผู้ที่สอดส่องพวกเรา” ล้มเหลว…

แง่คิดหรือมุมคิดแรกของประเด็นนี้ อาจจะเป็นผลให้พวกเราพอนึกได้ว่า ควรจะหลบหลีกผู้ที่ถูกใจทับถม เยาะเย้ย หรือเฝ้าจ้องความผิดพลาดของคนอื่นๆไปเสีย ซึ่งที่แท้พวกเราทราบได้ง่ายๆว่าพวกเราห้อมล้อมด้วยผู้คนยังไงในช่วงเวลานั้น อาจดีมากกว่าในหลายสาเหตุที่ตั้งหัวใจทำอะไรของพวกเราไปให้ยอดเยี่ยมก่อนก็พอเพียง โดยไม่ต้องให้คนใดรับทราบ

ยังมีอีกมุมที่น่าดึงดูด ที่จะเล่าต่อแต่นี้ไป…

กิจกรรมอย่าตกน้ำนั้น ทำมาหลายคราว เสมือนจะพบกันทุกปีที่จำเป็นต้องเรียนวิชาลูกเสือ หากจำไม่ผิดยุคนั้นเป็น เปรียญ4-มัธยม3 กระทั่งกาลครั้งหนึ่งตอนมัธยมแล้ว ในกิจกรรมที่คล้ายคลึงกันนี้ เวลาที่ทุกคนลุ้นเชียร์ว่าคนไหนจะตกน้ำ โดยเป็นอย่างมากผู้ใดกันแน่เป็นคนแรก ผมกำเนิดดูแล้วก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าหากยิ่งนานแล้วไม่มีผู้ใดตกเสียเชิง ก็ดูเหมือนตกกันยากขึ้น ตรงกันข้าม พอเพียงมีคนแรกตกลงไป คนต่อๆไปก็จะมาถี่ขึ้นด้วยเหมือนกัน…

เหตุผลที่มองเห็นได้ ก็เนื่องจากว่ามันไปกระทบความเชื่อมั่นสำหรับเพื่อการปฏิบัติของคนอื่นๆที่จะต้องทำต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการตก หรือเปล่าตกก็ตาม ในเมื่อก่อนหน้าที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดตก พวกเราก็อาจไม่ตก ในเมื่อคนนั้นยังตก พวกเราก็อาจไม่รอดแน่นอนเลย…

ในมุมนี้พวกเราบางทีอาจได้แง่คิดว่า นอกเหนือจากสภาพแวดล้อมบีบคั้นพวกเราได้แล้ว การที่เพียงแค่พวกเราไปเป็นข้างพอใจ หรือสอดส่องแม้กระนั้นความผิดพลาดคนอื่นๆ มันก็มีผลต่อในใจพวกเรา กระตุ้นความผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน

แน่ๆว่า การมองความไม่ประสบผลสำเร็จคนอื่นๆแล้วศึกษา ต่างกับ การเอาใจใส่ว่าเขาจะล้มเหลวหรือเปล่าอย่างสิ้นเชิงในด้านกรอบคิด Mindset แล้วก็ทัศนคติ แบบอย่างเหตุผลเดียวกันนี้เป็น ผู้ที่ถูกใจว่ากล่าว ถูกใจขัด สงสัย คัดค้าน รู้สึกประทับใจกับคำว่า “มองเห็นไหมบอกแล้ว” มักเป็นคนไม่กล้าที่จะเริ่มทำอะไร เนื่องจากว่าลึกๆขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

โดยรวมแล้ว หนึ่งแนวทางหลบลี้ความผิดพลาดหมายถึงการปรับสภาพแวดล้อมของพวกเรา ไม่ว่าจะจากคนอื่นๆที่เฝ้าดูพวกเรา หรือการที่พวกเราไปสอดส่องบุคคลอื่นก็ตาม ในสิ่งที่บางทีอาจกระทบความเชื่อมั่นและมั่นใจ ไหมประดิษฐ์ต่อแผนการที่พวกเรากำลังทำ

แม้กระนั้น หัวข้อนี้ยังไม่จบ…

อีกทีหนึ่ง ในกิจกรรมอย่าตกน้ำอย่างเคย ในตอนที่ทุกคนคอยว่าผู้ใดกันจะตกบ้าง ก็ได้มีสหายคนหนึ่ง แทนที่จะไต่ โหนเชือกผ่านน้ำให้ได้ เขาเลือกที่จะกระโจนน้ำลงไปซุกซนๆเลยโดยทันที แล้วโผล่ขึ้นมายิ้มแฉ่ง รับเสียงโห่ฮาจากเพื่อนฝูงๆภาพที่ผมมองเห็นมันเป็นความอาจหาญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สนใจอะไร

การตกน้ำต่อจากนี้เกิดเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่สนุกฮาเสียแล้วสำหรับผู้ชม เว้นเสียแต่ทำให้คนตกไม่ค่อยอายอะไร บางบุคคลยังเลือกตัดจบด้วยผู้กระทำระกระโดดลงไปเลยราวกับเขาก็มี กระทั่งอาจารย์จำเป็นต้องหยุดห้ามว่าทำอย่างนี้จะไม่ผ่าน… (ขอไม่วิภาควิจารณ์กิจกรรมแล้วกัน)

แม้กระนั้นนี่ก็เป็นอีกแง่หนึ่ง ถ้าหากพวกเรามองดูความไม่ประสบผลสำเร็จไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้า ถึงแม้มันไม่ใช่เรื่องสนุก เรื่องน่ายิ้ม แม้กระนั้นมันก็เป็นอีกหัวข้อที่พวกเราจำต้องผ่านไป เหมือนสหายผมคนนั้น ที่เขาคงจะมีความรู้สึกว่านี่ก็แค่ให้มันจบๆไป…

มุมนี้มันบางทีอาจเรียกมิได้ว่าเป็นการหลบลี้, หลบหลีกความผิดพลาด แม้กระนั้นมันก็เป็นกรอบคิดที่ดีอย่างหนึ่ง พวกเราจำเป็นต้องออกไปให้พ้นความหวาดกลัวในใจ หรือไม่ก็คิดไปเลยว่า หากมันจำเป็นต้องผ่านที่ตรงนี้ ก็ทำให้มันผ่านไปให้เร็วที่สุด…

ถึงแม้ชีวิตจึงควรเดินเปียกโชก เหม็นกลิ่นโคลน เลอะเทอะ แต่ว่ามันก็ล้างได้ ชำระล้างได้ ไหม ในที่สุดก็จะต้องแห้งเหือด เลือนลางจางหายไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอยู่ดี…

ป้ายกำกับ:, , , , , , ,